เที่ยวไทย ๕๕๕

August 7, 2011

โปรเจคพิเศษที่เป็นการ ‘ฟีจะริ่ง’กันระหว่าง ‘ลมบก’ และผองเพื่อนกลุ่ม ‘ฮิกาซีน’

โดยการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

‘เที่ยวไทย ๕๕๕ ‘ คือบันทึกประสบการณ์การเดินทาง Roadtrip และภาพถ่ายของ ‘ลมบก’

ผสมกับสไตล์การเล่าเรื่อง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ‘ฮิกาซีน’

จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนออกเดินทางคือ 15 แหล่งท่องเที่ยวในประเทศ

กลับลุกลามบานปลายกลายเป็น การเดินทาง ‘ขับ-ถ่าย’ ทั่วประเทศไทย

เป็นระยะเวลา 55 วัน รวมระยะทางมากกว่า 12,000 กิโลเมตร

Powered by Cincopa WordPress plugin

0

OLPC- One Labtop Per Child

July 29, 2011

หมายเหตุ ::  อันเนื่องมาจากเห็นการประโคมข่าวของรัฐบาลใหม่เรื่องนโยบายแจกแทบเล็ดให้กับเด็กทั่วประเทศแล้วขัดอกขัดใจกับข้อมูลหลายเรื่องจากคำของนักการเมือง  ที่เอาโครงการดีๆมายำจนเลอะเทอะมั่วซั่ว บังเอิญว่าผมมีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้อยู่พอสมควร เลยอยากจะนำมาเผยแพร่

บทความนี้เขียนเมื่อปี พ.ศ.2552 เป็นส่วนหนึ่งของงาน research ระดับ ป.โท ของผมเอง ก็เลยออกจะเป็นบทความเชิงวิชาการหน่อย ส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงเทคนิคก็อ่านข้ามๆ ไปบ้างก้ได้นะครับ  

ปัจจุบัน OLPC ออกมาสามรุ่นแล้ว โดยรุ่นล่าสุดที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Tablet

OLPC คืออะไร

OLPC ย่อมาจาก One Labtop Per Child หรือ หนึ่งคนหนึ่งแล็บท้อป เป็นโครงการที่จะจัดสรรคอมพิวเตอร์พกพาให้กับเด็กในประเทศกำลังพัฒนาทั่วทุกมุมโลก

 

ผู้ก่อตั้งโครงการ

Nicholas   Negroponte (1943) เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก จบการศึกษาปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ และปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมจาก MITในปี ค.ศ.1966 และเป็นอาจารย์สอนที่ MIT ในปีเดียวกัน
ในปี ค.ศ.1985 เขาร่วมกับ Jerome Wiesner ก่อตั้งสถาบัน MIT Media Lab ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก
เมื่อปี ค.ศ.1995 Negroponte เคยเขียนบทความทำนายว่าวงการบันเทิง เกมไซเบอร์สเปซ และข้อมูลข่าวสาร จะผสมปนเปจนแยกกันไม่ออก ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็กลายเป็นความจริงในไม่กี่ปีต่อมา
Negroponte ก่อตั้งโครงการ OLPC ในปลายปี ค.ศ.2005 และปีถัดมา เขาก็ลาออกจาก MIT Media Lab เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับ OLPC อย่างเต็มที่

ที่มาและวัตถุประสงค์ของ OLPC

โลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็ว การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนรูปแบบตามเทคโนโลยี

ในระหว่างที่เรากำลังวิ่งตามให้ทันเทคโนโลยีนั้น เรากำลังหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า

เด็กในเมืองใหญ่มีช่องทางในการเรียนรู้ที่รวดเร็วและทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เด็กในประเทศกำลังพัฒนาอีกค่อนโลกที่ยังไม่มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ความเหลือมล้ำของโอกาสในการเรียนรู้กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide)

บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ ขยันออกสินค้ารุ่นใหม่ๆมาไม่เว้นแต่ละเดือน โฆษณาชวนเชื่อถึงสินค้ารุ่นใหม่ ว่าดีกว่า เร็วกว่า ทันสมัยกว่ารุ่นเก่า ซึ่งอาจหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งซื้อไปเมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะที่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งยังเห็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นสินค้าราคาแพง เป็นของฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นกับการใช้ชีวิตของพวกเขา

Negroponte เห็นว่าต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำตรงนี้ เขาเริ่มออกแบบโครงการและผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดของเขา ซึ่งเป็นวิถีที่สวนทางกับผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า IT ทั่วๆไป

จริงหรือ ที่คอมพิวเตอร์ดีที่สุด คือคอมพิวเตอร์ที่ใหม่ที่สุด และราคาแพงที่สุด ?

จริงหรือ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์เปราะบาง และต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่เป็นประจำ?

 

หลักการและแนวคิดของ OLPC

Negroponte ออกแบบและจัดทำโครงการผลิตคอมพิวเตอร์แล็บท้อปราคาประหยัด ที่มีคุณสมบัติ ครบถ้วน เหมาะสม และเพียงพอกับการใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับเด็กทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ราคาเครื่องละ 100 $ และกระจายสู่เด็กในประเทศต่างๆในอัตราปีละ 1 ล้านเครื่อง

อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็นทางเข้าสู่โลกแห่งข่าวสารข้อมูล เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยเรียน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสและลดช่องว่างทางดิจิตอล โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

เขาตั้งหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโครงการไว้ 5 ประการคือ

1.The kids keep the laptop    เด็กจะเป็นเจ้าของแล็ปท้อป และสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่ เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา

2.Focus on early education   มีความเหมาะสมสำหรับเด็กในวัย 7-12 ปี

3.No one get left out            เด็กทุกคนจะต้องได้รับอุปกรณ์ชิ้นนี้อย่างเท่าเทียมกัน

4.Connection to internet       สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตได้

5.Free to grow and adapt      มีอิสระในการต่อยอดพัฒนาและปรับแต่งอุปกรณ์

  

ประวัติและการพัฒนา

พฤศจิกายน ค.ศ. 2005    - Negroponte และ Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติในช่วงเวลานั้น เปิดตัวโครงการ OLPC ในระหว่างการประชุม  World Summit on the Information Society (WSIS) ที่ประเทศ Tunisia

พฤษภาคม ค.ศ. 2006  - เปิดตัว First Prototype ของ XO-1 แล็บท้อปรุ่นแรกของโครงการ OLPC

กลางปี ค.ศ. 2006 - Alpha1 จำนวน400 ชิ้น  ถูกนำไปทดสอบการใช้งานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ

ปลายปี ค.ศ. 2006 - Beta1 จำนวน 875 ชิ้น ถูกนำไปทดสอบการใช้งานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ

กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007    - ทดสอบ Beta2 จำนวน 2400 ชิ้น

ค.ศ. 2007    - 7 ประเทศตอบรับโครงการ (Argentina , Brazil , Libya , Nigeria , Rwanda ,Uruguay and Thailand)

พฤศจิกายน ค.ศ. 2007  - เริ่มดำเนินการผลิตเต็มกำลัง ที่โรงงาน Quanta ประเทศใต้หวัน

ปลายปี 2007   - ทำโครงการ G1G1 (Get 1 Give 1) โดยเปิดจำหน่าย XO-1 ให้กับบุคคลทั่วไป ในราคา 399 $ และมอบให้กับการกุศลได้อีก1เครื่องทันที

พฤษภาคม ค.ศ. 2008  - เปิดตัว OLPC XO-2

ปลายปี 2008- องค์กรเพื่อการศึกษาแห่งรัฐนิวยอร์ค สั่งซื้อ XO-1 จำนวนมากเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์การศึกษาสำหรับเด็กในรัฐ

ปลายปี 2008      - โครงการ G1G1 โครงการที่สอง

เมษายน 2009    - XO-1 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอุปกรณ์การสื่อสารและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด

   

Hardware Specification

การออกแบบ Hardware ทุกชิ้นดำเนินตามแนวคิดที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

การประกอบชิ้นส่วนทำขึ้นที่โรงงานของ Quanta ในประเทศใต้หวัน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่มีคุณภาพเชื่อถือได้

CPU ใช้ AMD Geode LX700 ความเร็ว 433 MHz เป็นความเร็วที่ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานตามหน้าที่ของตัวเครื่อง

หน่วยความจำสำรอง  DRAM 256 MB  และ 1024 kB

flash ROM ที่เก็บข้อมูล Open Source ไว้ภายใน และหน่วยความจำ Flash memory อีก 1024 MB

ไม่มี Harddisk และ Optical(cd/dvd) ซึ่งใช้พลังงานและก่อให้เกิดความร้อนจึงไม่ต้องมีพัดลม จะมีก็เพียงช่อง sd card ที่ด้านหลัง ไว้สำหรับเพิ่มหน่วยความจำ

จากการทดสอบเก็บข้อมูล XO-1 ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 10% ของคอมพิวเตอร์ Laptop ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป

แหล่งพลังงานได้มาจากหลายทาง ทั้งไฟฟ้าผ่านหม้อแปลงไฟ 11-18 V. แบตเตอรี่ rechargeable ทั้งแบบ NiMH.และแบบ LiFe สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์โซลาเซลล์ เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์มาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริม Hand crank หรือ เครื่องปั่นไฟแบบใช้มือหมุน คล้ายการไขลาน ทำให้สามารถนำ XO-1 ไปใช้ได้ในทุกที่ แม้ในจุดที่ไม่มีไฟฟ้า

OLPC ยังมีโครงการที่จะพัฒนาระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานจลน์ เพื่อให้เด็กสามารถใช้การแกว่งขณะที่พก XO-1 ไว้ในกระเป๋า หรือขณะปั่นจักรยาน มาเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าสะสมไว้ในตัวเครื่อง

    

หน้าจอ display ขนาด 7.5 นิ้ว แสดงผลได้ความละเอียดสูงสุดที่  1200×900 pixel เป็นจอ LED ที่ประหยัดพลังงาน  และมีคุณสมบัติ Dual-mode ที่สามารถเปลี่ยนจากการแสดงภาพสีเป็น Mode grey scale ที่เหมาะสมกับการใช้งานเอกสารหรือ E-book เพื่อการประหยัดพลังงาน และยังสามารถปรับความสว่างได้หลายระดับตามสภาพแวดล้อมอีกด้วย

อุปกรณ์ Input ประกอบไปด้วย Keyboard / Touchpad-Stylus/Game botton ถูกออกแบบให้มีขนาดและสัดส่วนพอเหมาะกับมือของเด็ก ผลิตจากวัสดุที่ทนทาน กันน้ำและทนต่อแรงกระแทก มีอายุการใช้งานได้ยาวนาน

  

 

อุปกรณ์เสริมอื่นๆ คือ กล้องBuilt-in ที่ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและ VDOที่มีความละเอียด 640×480;30 fps ไมโครโฟนพร้อมช่องต่อหูฟัง ช่องต่อ USB Port สามช่อง

ระบบ network ใช้ 802.11 b/g and 802.11s ผ่านระบบ network เฉพาะตัวของ XO-1 ที่เรียกว่าระบบ Mesh Network

 

Mesh Network คืออะไร 

Mesh Network คือระบบเครือข่ายสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแต่ละเครื่องจะทำหน้าที่เป็น Wireless Router ในตัวเอง สามารถกระจายสัญญาณต่อได้แม้ในขณะปิดเครื่อง จึงทำให้แต่ละเครื่องสามารถ “คุย” กันเองได้ และเข้าสู่อินเตอร์เนตได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อบริการอินเตอร์เนต

เด็กที่เป็นเจ้าของ XO จะสามารถติดต่อสื่อสารกับเด็กคนอื่นๆได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา ตราบใดที่มีเครื่อง XO เครื่องอื่นอยู่ในรัศมีที่จะเชื่อมกันเป็น mesh network ได้

Software

Software ทั้งหมดที่ใช้กับ XO-1 ถูกกำหนดให้เป็น Free Software และเป็น Open Source สามารถแสดงที่มาและนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ระบบปฏิบัติการใช้ Fedora-based (Linux) และ Software ต่างๆซึ่งติดมาภายใน Rom รวมกับข้อมูลมหาศาลจากการการเชื่อมต่ออินเตอร์เนต ก็มากเกินพอกับการทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยประถม

Software ที่ใช้กับเครื่อง XO-1ทั้งหมด จะต้องสามารถเปิดดู Source Code และเพื่อพัฒนาต่อได้โดยใช้ภาษา Python

 

การสั่งซื้อและการกระจายผลิตภัณฑ์

2007 ,ตุลาคม               100,000           Uruguay

2007 ,พฤศจิกายน         15,000             Alabama ,USA

2007 ,ธันวาคม              260,000           Peru

2007 ,ธันวาคม              50,000             Mexico

2008 ,มกราคม              167,000           G1G1 2007

2008 ,พฤษภาคม           65,000             Colombia

2008 ,มิถุนายน              +200,000         Uruguay

2008 ,ตุลาคม               +30,000           Peru

2008 ,พฤศจิกายน         +110,000         Colombia

2008 ,พฤศจิกายน         10,000             Ghana

2009 ,มกราคม              +12,500           G1G1 2008

2009 ,เมษายน              250,000           India

2009 ,เมษายน              5,000               Sierra  Leone

2009 ,พฤษภาคม           100,000           Rwanda

บทสรุป

โครงการ OLPC และคอมพิวเตอร์ XO-1 เป็นโครงการทางเทคโนโลยีที่ต่างจากโครงการอื่นๆ ตั้งแต่แนวคิดของโครงการ

OLPC ไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับแสวงหาความเร็ว ความแรง ความทันสมัย เพื่อเป้าหมายการเป็นผู้นำในโลก IT แต่ OLPC เป็นการสร้าง เทคโนโลยีสำหรับผู้ตาม ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก เพื่อร่นระยะห่างระหว่างกัน

เป็นการมองปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง เป็นกลางและเอื้ออาทร แล้วตั้งโจทย์ จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้ว ไม่ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่การกล้าคิดแหวกกระแส และกล้าลงมือทำของ Negroponte  ก็สร้างแรงสะเทือนที่ยิ่งใหญ่กับวงการคอมพิวเตอร์

OLPC ได้สะกิดเตือนให้เราได้หันมองบางสิ่งที่ได้หลงลืมไป ระหว่างที่กำลังวิ่งแข่งขันกันในโลกของเทคโนโลยีอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในเมื่อเราสามารถออกแบบเทคโนโลยี ที่รวดเร็วและทันสมัยขึ้นเรื่อยๆได้อย่างไม่หยุดหย่อน ดังนั้นการออกแบบและสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เหมาะสม พอเพียง และยั่งยืน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นเกินความสามารถ

ประเด็นจึงอยู่แค่เพียงเราจะใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้แค่ไหนต่างหาก

   

  

*ที่มาของข้อมูล http://one.laptop.org/

1

นิราศเลยเถิด

June 26, 2011

26 มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่

จึงไปขุดเอากลอนนิราศที่เขียนไว้ตอนไปเที่ยว ‘เมืองเลย’ เมื่อปีที่แล้ว ขึ้นมาอวด

นิราศเลยเถิด

@ อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก   แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย

ถึงปากชมใจคิดเชือดให้วางวาย   เจ็บจนตายไม่เท่าเหน็บเจ็บใจเรา

จาก ปากชม ลัดเลาะเลียบลำน้ำโขง   มีลำโพงเปิดเพลงไว้ให้คลายเหงา

เดินทางไกลฉายเดี่ยวเชียวนะเรา   ซ่อนความเศร้าซุกโศกไว้ไม่อายคน

@ ไม่เมาเหล้าหรอกแต่เรายังเมารถ   สุดสะกดห้ามจิตคิดฉงน

ขับเอง เมาเอง เอ้อ แปลกคน   โทษถนนที่โค้งคดรันทดใจ

ซ้ายเป็นผาขวาเป็นน้ำจำให้เคร่ง   ขวาคันเร่งซ้ายก็เบรคอย่าเฉไฉ

รถเลี้ยวซ้ายท้ายปัดขวาผวาไป   เผลอพลาดไซร้ไร้จริตชีวิตหมด

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจถนน   มันวกวนลึกล้ำเหลือกำหนด

แก่งคุดคู้ ที่โค้งเคี้ยวและเลี้ยวลด   ยังไม่คดเช่นดั่งน้ำคำใคร

@ ที่ เชียงคาน มีเรือนเรียงเคียงตลิ่ง   แพลอยนิ่งริมโขงผูกโยงสาย

หมอกจางจางยามเช้าสัมผัสกาย   ดาวพร่างพรายยามค่ำคืนชื่นกมล

อยากหอบเอาความขมขื่นทิ้งลงโขง   ปล่อยไหลลงไหลลับเลิกสับสน

แต่ความจริงยากนักชักอับจน   เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย

อยู่ เชียงคาน ค้างสองคืนใจคลายวุ่น   สี่ล้อหมุนเดินทางต่ออย่ารอเฉย

ลมยังโบกน้ำยังไหลไม่พักเลย   สระเอยลงยากลำบากจัง

@ อ้าว..เมือง เลย ผ่านเลยไม่เคยถึง   เอื้อมมือดึงแผนที่มาคลี่กว้าง

ผ่านตอนไหน เอ๊ะ หรือเราหลงทาง   อยู่ข้างหลังผ่านแล้ว เลย เลยช่างมัน

เห็น ภูเรือ เป็นเรือน้อยที่ลอยล่อง   เทียวทั่วท่องทางไกลเหมือนใจฝัน

จะนั่งรถล่องเรือไม่ต่างกัน   สู่คืนวันที่หมายปองด้วยสองมือ

วังสะพุง อยู่ที่ใดใครรู้บ้าง   อยู่ข้างข้างวังสะเอวนั่นน่ะหรือ

ตรงใจกลางนั้นคงเรียกวังสะดือ   ข้างหลังคือวังสะโพกโศกหัวใจ

ตั้งตระหง่านตรงหน้า ผานกเค้า แล้วนกเรานั้นเล่าอยู่แห่งไหน

นกของฉัน นกของเธอ นกของใคร   นกเค้าไซร้มิใช่นกตัวเอง

ภูกระดึง คิดถึงเคยเดินท่อง   มีเราสองเคียงคู่ดูเหมาะเหม็ง

กระซิบคำบอกกล่าว“เค้ารักตะเอง”   ยินบทเพลงรักห่มเราหนาวก็คลาย

@ ผ่านทางโค้งถนนแคบเจ็บแปลบร้าว   ภาพเก่าเก่าย้อนคืนมิห่างหาย

อดีตแสนสวยงามบ่จางไป   ยามนี้กลับมาทำร้ายใจลำเค็ญ

ภูผาม่าน มีม่านฝนถนนฉ่ำ   โปรยหยดน้ำอำพรางทางไม่เห็น

เปิดใบพัดปัดกระจกน้ำกระเซ็น   ที่แท้เป็นน้ำตาเราเศร้าฤดี

ถึง น้ำหนาว หน้านี้พี่หนาวหนัก   คนเคยรักแนบเนามาหน่ายหนี

พี่ถนอมนวลน้องมานานปี   น้องหลบรี้พี่ระทมตรมอุรา

ถึง หล่มสัก ฉันมีรักมักติดหล่ม  รสรักขมยังคิดถึงคนึงหา

เฝ้ารอคอยรักแท้เดินทางมา  แม้รู้ว่าความหวังยังยาวไกล

@ จงทราบความตามเล่าดังกล่าวสิ้น   อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน

นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ     จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

ลมบก // ธันวาคม 2553

*เนื้อความบางส่วนดัดแปลงจากคำกลอนของสุนทรภู่

แผนที่ประกอบนิราศ


 

0

บันทึกหมายเลข 105

June 24, 2011

วันที่ 5 เมษายน 2554 เวลาประมาณ 18.00 น.  ถึง 19.45 น. บนทางหลวงหมายเลข 105 ช่วงอุทยานแห่งชาติแม่เมยถึงอำเภอสบเมย ขอบันทึกไว้ว่า เป็นการขับรถที่ระทึกใจที่สุด ตั้งแต่ขับรถเดินทางมา 7 ปี

…………………

ทางหลวงหมายเลข 105 คือถนนเลียบลำน้ำเมย ตามตะเข็บชายแดนพม่า เริ่มต้นจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผ่านอำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง อำเภอสบเมย และสุดปลายทางที่ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร

ถนนเส้นนี้จะไปบรรจบกับเส้นทางสุตฮิตหมายเลข 108 เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ที่คนนิยมไปพิชิตโค้งกัน

ถ้ำแม่อุสุ นั้นอยู่ในเขตอำเภอท่าสองยาง ก็อยู่ประมาณกลางๆ ของถนนเส้นนี้

ผมเริ่มจากต้นทางตัวอำเภอแม่สอดเมื่อตอนสายๆ ขับรถเรื่อยๆเรียงๆมา แวะถ่ายภาพที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงในอำเภอแม่ระมาด ผมไม่รีบร้อนเดินทางนักเพราะถ้ำแม่อุสุ เป้าหมายของผมในวันนี้ จะสวยงามที่สุดในช่วงเวลาประมาณบ่ายสองถึงบ่ายสามโมง แสงของแดดยามบ่ายจะส่องผ่านยอดไม้ ลอดเป็นลำเข้ามาภายในถ้ำ กระทบกับเกล็ดใสที่เกาะอยู่ตามหินงอก หินย้อย เกิดเป็นประกายระยิบระยับ

หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจจะไปค้างคืนที่ อำเภอแม่สะเรียง เพื่อเดินทางต่อไปเมืองแม่ฮ่องสอนในวันรุ่งขึ้น

ผมออกจากถ้ำแม่อุสุ ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ  ระหว่างทางเห็นทางแยกขวาขึ้นเขาเพื่อไปอุทยานแห่งชาติแม่เมยเป็นระยะทาง 24 กิโลเมตร เมื่อประเมินแล้วคิดว่าน่าจะมีเวลาพอ และอยากได้ภาพแดดช่วงเย็นๆจากมุมสูงก็เลยเลี้ยวเข้าไป

บนม่อนกิ่วลมและม่อนพูนสุดา จุดที่ได้ชื่อว่ามีทะเลหมอกสวยมากที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ วันนี้มีแต่ควัน เพราะเกิดไฟป่าที่พื้นที่ข้างล่างหลายจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในเรื่องของฤดูกาล ผมยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า

“เอ้อ แปลกดี คนอื่นมาดูทะเลหมอก แต่เรามาเห็นทะเลควัน”

ลงจากม่อน ย้อนกลับมาถึงทางหลวงหมายเลข 105 อีกที ก็เกือบๆ 6 โมงเย็น ยังเหลือระยะทางอีกประมาณ 120 กิโลเมตร เพื่อไปให้ถึง อำเภอแม่สะเรียงอย่างที่ตั้งใจไว้ ผมประเมินว่าใช้แสงสุดท้ายของวันแบบสลัวๆส่องทางไป แล้วน่าจะไปมืดสนิทใกล้ๆปลายทาง ไม่น่าจะมีปัญหา

..แต่ผมคิดผิด

นอกจากความคดเคี้ยว ขึ้น-ลง ของถนน ที่เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ผมพบว่ามีการก่อสร้างเพื่อขยายถนนเป็นช่วงยาวนับสิบกิโลเมตร ลัดเลี้ยวไปตามไหล่เขา ถนนตอนนี้เป็นสภาพดินลูกรังอัด และไม่มีขอบเขตของถนนที่ชัดเจน ข้างหนึ่งคือผาดินแดงๆ ที่เพิ่งตัดใหม่ๆ อีกข้างหนึ่งคือหุบเขาที่สลัวเกินจะประเมินว่าลึกแค่ไหน ฝุ่นถนนสีแดงตุ่นๆ คลุ้งปกคลุมตลอดเส้นทาง

ฟ้าหลังจากพระอาทิตย์ตกนั้นครึ้มเป็นสีเทาเข้ม และค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ

เมื่อพ้นเขตก่อสร้าง จากถนนดินแดงกลายเป็นถนนลาดยางเก่าๆ แคบๆลัดเลาะเข้าไปในป่าของอุทยานแห่งชาติแม่เงา

สภาพถนนแย่ คดเคี้ยว มืด เปลี่ยว มีดินและหิน ถล่มมาขวางถนนเป็นระยะๆ มีไหล่ทางทรุดลงไปเป็นเหวบ้างประปราย มีร่องรอยการแหกโค้งของผู้มาก่อนไว้เตือนใจ และเส้นทางนี้ก็เคยมีประวัติโจรกะเหรี่ยงดักปล้นรถนักท่องเที่ยวมาแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ควันไฟป่าที่ผมถ่ายรูปเอาสวยบนม่อนกิ่วลม ขณะนี้มันล้อมอยู่รอบๆผม เปลวไฟที่มีให้เห็นเป็นแนวอยู่ตามรายทางนั้นผมไม่กลัวหรอก เพราะรู้ว่ามันจะไม่ลามมาถึงถนน แต่ควันไฟผมห้ามไม่ให้มันบังทางไม่ได้

มันเป็นความรู้สึกที่ใจไปไวกว่ารถ

เราอยากจะผ่านช่วงนี้ไปให้ไวที่สุด แต่ทุกครั้งที่เข้าโค้งแล้วรู้สึกว่ารถแฉลบ ยากจะควบคุม เราก็ต้องยอมผ่อนความเร็วลง

ตั้งแต่ออกจากแยก อุทยานแห่งชาติแม่เมย มาจนสุดอุทยานแห่งชาติแม่เงา เป็นระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร มีรถยนต์วิ่งสวนผมไปทั้งสิ้น 6 คันถ้วน ผมตัดสินใจว่าไม่ไปถึงแม่สะเรียงแล้ว เดี๋ยวรอดูว่า ที่ตำบลแม่เงากับที่อำเภอสบเมย ที่ไหนมีที่พักผมจะแวะค้างตรงนั้นเลย

แม่เงา เป็นเพียงหมู่บ้านกะเหรี่ยง ผมผ่านไปและหวังว่าตัวอำเภอสบเมยน่าจะมีที่พัก

ถึงสบเมย หนึ่งทุ่มสี่สิบห้า

พ้นเขตป่ามาแล้ว แต่ควันของไฟป่ายังปกคลุมถนนสายหลักอยู่ ตรงจุดที่สว่างที่สุด มีเพียงทหารเฝ้าด่านตรวจริมทาง สองคนให้ผมได้ขอความช่วยเหลือ ผมสอบถามหาที่พักในตัวอำเภอสบเมย

“สบเมย มีเกสต์เฮ้าส์ที่เดียว มีอยู่ไม่กี่ห้อง คุณไปพักที่แม่สะเรียงเถอะครับ อีกยี่สิบห้ากิโล ถนนไม่โหดอย่างที่ผ่านมาหรอก”

ใช่ ถนนช่วงสบเมยถึงแม่สะเรียง ไม่โหดเท่าช่วงก่อนหน้านั้น แต่ถ้าเทียบกับถนนทั่วๆไปก็ยังถือว่าโหดมากอยู่ดี สิ่งที่ดีกว่าเท่าที่รู้สึกได้ก็คือ มีชุมชนอยู่ริมถนนค่อนข้างต่อเนื่องให้ได้อุ่นใจ

ถึงแม่สะเรียง ตอนสองทุ่มยี่สิบนาที

ผมแวะปั้มนำมันใหญ่ในตัวอำเภอ ถอนหายใจยาว ตั้งสติ เอาน้ำเย็นลูบหน้าเพื่อคลายความเครียด แล้วขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อหาที่พักและอาหารมื้อเย็นควบมื้อกลางวัน นาทีนี้ไม่มีใจจะเลือกแล้ว ที่ไหนก็นอนได้ อาหารอะไรก็กินอร่อยทั้งนั้น

สำหรับนักเดินทาง Road Trip วงตัวแดงๆไว้เลยนะครับ

“ทางหลวงหมายเลข 105 หลังพระอาทิตย์ตก และขณะฝนตก ห้ามผ่านโดยเด็ดขาด”

 

1

ขับ-ถ่าย ทั่วไทย MV

May 23, 2011

บันทึกการเดินทาง ระหว่างวันที่ 27 มี.ค.54 – 20 พ.ค.54
# เพลงประกอบ :: นักเดินทาง / ภูเขา ทะเล ; ศุ บุญเลี้ยง
# ถ่ายภาพ/กำกับภาพ :: ‘ลมบก’

1

ขับ-ถ่าย ทั่วไทย

March 31, 2011

‘ลมบก’ สร้างสรรค์ - ‘ฮิกาซีน’ ชักใย สุมหัวกันจรรโลงโครงการใหม่
–40 วัน On the road..ขับ-ถ่าย ทั่วไทย
สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตามแนวคิด

‘เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน’

ด้วยพันธะสัญญาว่า จบทริปแล้วจะมี-ของ-มาฝากอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

กำหนดการเบื้องต้นประมาณนี้
27 มี.ค.-30 มี.ค. :: ตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด)
31 มี.ค-3.เม.ย. :: อิสานตอนล่าง (โคราช บุรีรัมย์ อุบลฯ)
4 เม.ย.-7 เม.ย. :: เหนือตอนล่าง (นครสวรรค์ ตาก แม่ฮ่องสอน)
8 เม.ย. -14 เม.ย. :: เหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย น่าน)
15 เม.ย.-19 เม.ย. :: อิสานตอนบน (เลย หนองคาย นครพนม)
20 เม.ย.-22 เม.ย. :: อิสานกลาง (ขอนแก่น ชัยภูมิ)
23 เม.ย.- 24 เม.ย. :: กรุงเทพฯ
25 เม.ย.-3 พ.ค. :: ใต้ตอนล่าง (ภูเก็ต กระบี่ สตูล สงขลา)
2 พ.ค.-5 พ.ค. :: ใต้ตอนบน (ระนอง ประจวบ เพชรบุรี)

จึงประกาศไว้ต่อสาธารณะชน เพื่อให้อิจฉาโดยทั่วกัน
และเป็นแรงกดดันให้เบี้ยวไม่ได้

ป.ล.1 ติดตามการรายงานเป็นระยะๆ จาก pageนี้ หรือ twitter @lombog (ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะขยันรายงานแค่ไหน)
ป.ล.2 กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ข้างหน้า
ป.ล.3 ญาติมิตรที่พำนักอยู่ต่างจังหวัด ถ้าโอกาสเหมาะเราจะติดต่อไปหาเพื่อป๊ะกัน
ป.ล.4 ญาติมิตรที่มีโปรแกรมจะไปเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวก็ติดต่อมาเพื่อป๊ะกันได้ตลอดทริป
ป.ล.5 เปิดรับคำแนะนำสำหรับที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ตามรายทางจากทุกท่าน ที่อ่านมาถึงตรงนี้
ป.ล.6 จะปอลอ ทำไมกันเยอะแยะ

0